ISO/IEC 29110

ISO/IEC 29110 คือชุดมาตรฐานวงจรชีวิตซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรขนาดเล็กมาก (VSEs) ซึ่งหมายถึงองค์กร หน่วยงาน แผนก หรือโครงการที่มีบุคลากรไม่เกิน 25 คน ที่สามารถนำกระบวนการที่เป็นสากลมาใช้ได้ โดยปรับให้เข้ากับขนาดและทรัพยากรของตนเอง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์มีคุณภาพและเชื่อถือได้มากขึ้น โดยสามารถใช้กระบวนการวงจรชีวิตที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน ISO/IEC 29110 ได้ทั้งในการใช้งาน การสร้าง และการจัดหาซอฟต์แวร์ โดยมีรายละเอียดของแต่ละส่วนดังนี้

ISO/IEC 29110-1:
Overview and vocabulary
(ภาพรวมและคำศัพท์)

อธิบายแนวคิดหลักของมาตรฐาน 29110, ประโยชน์, กลุ่มเป้าหมาย (VSEs) และคำศัพท์สำคัญที่ใช้ในมาตรฐานนี้

ISO/IEC 29110-2:
Framework and taxonomy
(กรอบโครงสร้างและอนุกรมวิธาน)

กำหนดโครงสร้างของมาตรฐาน 29110 โดยจัดกลุ่มกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็น Project Management (PM) และ Software Implementation (SI) พร้อมทั้งให้คำจำกัดความของโปรไฟล์ (Profiles) ต่างๆ

ISO/IEC 29110-3
Audit guidelines
(แนวทางการตรวจสอบ)

ให้แนวทางสำหรับการประเมิน (Audit) ว่าองค์กรปฏิบัติตามโปรไฟล์ที่เลือกนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐานหรือไม่

ISO/IEC 29110-4:
Profiles (โปรไฟล์)

กำหนด ‘โปรไฟล์’ (Profiles) ที่เป็นชุดกระบวนการและกิจกรรมสำหรับสถานการณ์เฉพาะ (เช่น โปรไฟล์สำหรับ VSEs ในการสร้างระบบที่กำหนดเอง) เพื่อช่วยให้เลือกใช้ได้ง่ายขึ้น

ISO/IEC 29110-5:
Guidelines for VSEs
(แนวทางสำหรับองค์กรขนาดเล็กมาก)

ให้แนวทางปฏิบัติ (Guidelines) แบบละเอียดสำหรับแต่ละโปรไฟล์ที่กำหนดใน Part 4 โดยบอกว่า VSEs ควรทำอย่างไรในแต่ละขั้นตอนของ Project Management (PM) (วางแผน, ดำเนินการ, ควบคุม, ปิดโครงการ) และ Software Implementation (SI) (วิเคราะห์, ออกแบบ, พัฒนา, ทดสอบ)

ปัจจุบันสำนักคอมพิวเตอร์ฯ ได้รับการรับรองตาม ISO/IEC 29110-4-1:2018 ซึ่งเป็นข้อกำหนดของ Software Life Cycle Profiles สำหรับองค์กรขนาดเล็ก (VSEs) โดยเวอร์ชัน 2018 ได้รับการตรวจสอบและยืนยันครั้งล่าสุดในปี 2024 ดังนั้นฉบับนี้จึงยังคงเป็นปัจจุบัน

แม้ว่าปัจจุบันจะมีการประกาศใช้เวอร์ชัน 2025 แต่เป็นการปรับปรุงส่วนที่เป็นแนวทางปฏิบัติ (Guidelines) ให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น โดยมีการยกระดับส่วนที่เป็นแนวทางปฏิบัติ เช่น Part 5-1-1 และ 5-1-2 จากเดิมที่เป็นเพียง “รายงานทางเทคนิค” (Technical Report – TR) ขึ้นมาเป็น “มาตรฐานระหว่างประเทศ” (International Standard – IS) อย่างเต็มตัว และมีการเพิ่มแนวคิด “งานตามเงื่อนไข” (Conditional tasks) เข้ามาแทนที่การใช้คำว่า “Optional” (ทางเลือก) แบบเดิม เพื่อลดความคลุมเครือว่างานไหนจำเป็นต้องทำภายใต้เงื่อนไขใด
นอกจากนี้เวอร์ชัน 2025 ยังมีการบูรณาการแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยเข้ากับกระบวนการปฏิบัติงานเดิม โดยสรุปประเด็นหลักที่มีการเพิ่มเติมเรื่องความปลอดภัยได้ ดังนี้

  1. การกำหนดความต้องการด้านความปลอดภัย (Security Requirements) ในกิจกรรม Software Requirement Analysis เวอร์ชัน 2025 มีการระบุให้ชัดเจนขึ้นว่า องค์กรขนาดเล็ก (VSEs) ต้องพิจารณาความต้องการด้าน Non-functional Requirements โดยเน้นไปที่ Security มากขึ้น เช่น
    – การระบุสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล (Access Control)
    – การรักษาความลับของข้อมูลลูกค้า (Confidentiality)
    – การป้องกันการแก้ไขข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต (Integrity)
  2. การออกแบบเพื่อความปลอดภัย (Secure by Design) ในขั้นตอน Software Design มาตรฐานใหม่เน้นย้ำถึงการนำหลักการความปลอดภัยมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ (Design phase) ไม่ใช่ทำเสร็จแล้วค่อยมาแก้ เช่น
    – การออกแบบโครงสร้างที่รองรับการตรวจสอบตัวตน (Authentication)
    – การจัดเก็บ Log หรือประวัติการใช้งานเพื่อใช้ในการตรวจสอบ (Accountability)
    – การลดความซับซ้อนของระบบเพื่อลดช่องโหว่
  3. การทดสอบความปลอดภัย (Security Testing) ในกิจกรรม Software Integration and Tests เวอร์ชัน 2025 ได้มีการปรับเปลี่ยนคำนิยามและการทดสอบให้ครอบคลุมถึง “ความมั่นคงปลอดภัย” มากกว่าแค่ “การทำงานถูกต้อง” (Functionality) โดยระบุถึง
    – การใช้เครื่องมือตรวจสอบช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) ในระดับที่ VSEs สามารถทำได้
    – การทำ Verification ที่ครอบคลุมถึงกรณีที่อาจถูกบุกรุก (Edge cases/Security breaches)
  4. การบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุม Cybersecurity (Risk Management) ในฝั่งของ Project Management (PM) กิจกรรม Project Planning ในเวอร์ชัน 2025 มีการเพิ่มแนวทางให้ผู้จัดการโครงการพิจารณา “ความเสี่ยงด้านไซเบอร์” (Cyber Risks) เป็นส่วนหนึ่งของแผนโครงการ เช่น ความเสี่ยงจากการใช้ Library ภายนอก (Third-party supply chain risk) หรือการรั่วไหลของข้อมูลระหว่างพัฒนางาน

มาตรฐานนี้ช่วยให้องค์กรขนาดเล็กสามารถปรับปรุงกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาอีกด้วย

Scroll to Top